บทวิเคราะห์ วิกฤตการณ์การส่งออกและนำเข้าสินค้าและผลต่อศก.ไทย โดยสศค. หลัง GDP ไตรมาส 4 ปี′51 ติดลบ 4.3% ขณะที่ส่งออกม.ค.′52หดตัว-26.5% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ สิ่งที่ควรจับตาดูในระยะอันใกล้คืออะไร? ศก.ไทยจะฟื้นตัวไตรมาสไหน ? คลิ๊กอ่านโดยพลัน…
link : หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ธุรกิจ
download file : briefing_ex-im_thai
copyright @ นายก่อพงษ์ บุญยการ
ตำแหน่ง เศรษฐกร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
มเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ / Purchasing power parity (PPP)
ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing power parity (PPP) คือ ทฤษฎีที่ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกลุเงินของทั้งสองประเทศนั้นจะต้องสมดุลกัน และทำให้อำนาจซื้อของทั้ง 2 ประเทศมีความเท่าเทียมกัน เช่น ประเทศหนึ่งระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นก็จะต้องอ่อนค่าลง เพื่อให้อำนาจซื้อของทั้งสองประเทศเท่าเทียมกัน
พื้นฐานของความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ คือ กฎของสินค้าราคาเดียว(Law of one price) ซึ่งหมายความว่า ในตลาดที่มีการแข่งขัน ราคาสินค้าซึ่งหักค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการค้าระหว่างประเทศ ย่อมเท่ากันทั่วโลก เมื่อเปรียบเทียบเทียบโดยใช้สกุลเงินเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ทีวีในแคนาดาขายที่ราคา 750 ดอลลาร์แคนาดา ดังนั้น ทีวีในสหรัฐจะต้องขายในราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 1.50 ดอลลาร์แคนาดา แต่ถ้าหากว่า ราคาในแคนาดาลดลงเหลือ 700 ดอลลาร์แคนาดา ผู้บริโภคในสหรัฐฯย่อมมีความต้องการซื้อทีวีในแคนาดามากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย สุดท้ายแล้วราคาทีวีของทั้งสองประเทศก็จะเท่ากัน
ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อนั้น มี 2 ประเภท ได้แก่ (1) ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อโดยสัมบูรณ์ ซึ่งก็คือความเท่ากันของราคาสินค้าในแต่ละประเทศ และ (2) ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อโดยเปรียบเทียบ ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้า(อัตราเงินเฟ้อ) หมายถึง การแข็งค่าขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยนจะเท่ากับส่วนต่างของอัตราเงินเฟ้อระหว่างสองประเทศ เช่น ถ้าแคนาดามีอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1 ต่อปี ในขณะที่สหรัฐฯ มีอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้น ดอลลาร์สหรัฐก็จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาร้อยละ 2 ต่อปี โดยทฤษฎีนี้จะยิ่งมีความเป็นไปได้มาก เมื่ออัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันมาก750 เหรียญแคนาดา ดังนั้น ทีวีในสหรัฐจะต้องขายในราคา 500 เหรียฐสหรัฐฯ เมื่อ
ประโยชน์ของแนวคิดความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อนั้น นอกจากจะสามารถใช้เทียบหาทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาวได้แล้ว ยังสามารถใช้เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยนำความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อมาถ่วงน้ำหนัก บ่งชี้ถึง อำนาจของประชากรในแต่ละประเทศที่มีความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาเท่ากันทั่วโลก หรือสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของประชากรในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ผลผลิตมวลรวมภายใน
ประเทศ หรือ GDP ของแคนาดาในรูปดอลลาร์สหรัฐลดลงครึ่งหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงนั้น เป็นผลมาจากการค้าระหว่างประเทศ และจากตลาดเงินตลาดทุน ไม่ได้หมายความว่า คนแคนาดาจนลงครึ่งหนึ่งด้วย (รายได้และราคาสินค้าในรูปของดอลลาร์แคนาดาคงที่) ดังนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ด้านความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ จึงสามารถนำมาใช้ในการวัดคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี โดยขจัดปัญหาในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนออกไป

จากตารางแสดงให้เห็นว่าอันดับในตารางของ Nominal GDP เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับ GDP (PPP) โดยในส่วนของ Nominal GDP สามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมัน ในขณะที่ GDP (PPP) สามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ซึ่งจีนมีGDP (PPP) เพิ่มสูงขึ้นจาก Nominal GDP ถึงเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยนั้นอันดับของ GDP (PPP) เพิ่มขึ้นจาก Nominal GDP ถึง 10 อันดับ เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยนั้นมีราคาไม่สูงนักเมื่อเทียบกับนานาประเทศ
บทความนี้เป็น ลิขสิทธ์ของ นายก่อพงษ์ บุญยการ
ผู้ใดต้องการเผ่ยแพร่ กรุณาติดต่อ guy4_1_42@hotmail.com
ชื่อ นามสกุล: ก่อพงษ์ บุญยการ
ตำแหน่ง: เศรษฐกร
สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง